เอาเงินหลวงให้พม่าซื้อดาวเทียมของตัวเอง

589 pageview(s)  2009-04-27 11:19  

ลำดับเหตุการณ์ปล่อยกู้พม่า4,000ล้านบาท

 

26 มิถุนายน 2547

      นาย สถาพร ชินจิตรา ประธานธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าหรือเอ็กซิมแบงค์ธสน. เปิดเผยว่า จะให้เงินกู้ 4 พันล้านบาท แก่พม่า เพื่อซื้อสินค้าทุนและบริการจากไทย คาดไทยได้ประโยชน์

       ใน แง่บรรเทาปัญหาแรงงานพม่าลักลอบเข้าไทย พร้อมชูบทบาท ศูนย์กลางธุรกิจ และการลงทุนในอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง ซึ่งจะมีผลต่อการขยายตลาด และฐานการผลิตของไทย ในระยะต่อไป

23 กรกฏาคม 2547

        รัฐบาลไทยตกลงให้รัฐบาลทหารพม่า กู้ยืมเงินจำนวน 98 ล้านดอลลาร์  à¹€à¸›à¹‡à¸™ การลงนามร่วมกันระหว่างนายตัน เหย่ กับสถาพร ชินจิตรา ประธานธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าหรือเอ็กซิมแบงค์ของไทย ที่กรุงเทพมหานคร โดยในข้อตกลงระบุว่า พม่าจะซื้อสินค้าและรับบริการจากไทย ในการดำเนินการก่อสร้างถนนและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ

24 สิงหาคม 2547

         นาย ยงยุทธ ติยะไพรัตย์ เลขาธิการนายกฯ โวยวายว่ามีไอ้โม่งปล่อยข่าวไทยให้พม่ากู้เงินดอกเบี้ยต่ำ ทำโครงการโทรคมนาคม เอื้อบริษัทสื่อสารของคนในรัฐบาล เชื่อหวังดิสเครดิตช่วงใกล้เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.และหวังให้ ปชช.มองรัฐบาลน่าเกลียดน่ากลัว

         นอก จากนี้ยังอัดนักวิจารณ์แฝงตัวในคราบนักวิชาการ เมินเปิดเอกสารสัญญาแต่ ท้าท้ายว่าหากใครอยากรู้ให้ไปขอ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารเอาเอง

24 สิงหาคม 2547

        นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย  รมว.ต่างประเทศ  à¸Šà¸µà¹‰ แจงโครงการสื่อสาร 3 โครงการของพม่า เป็นการมาขอเครดิต ไลน์ จากเอ็กซิม แบงก์ ที่จะต้องมีการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของเอ็กซิม แบงก์ ซึ่งพม่าจะต้องใช้คืนเงิน พร้อมดอกเบี้ย ไม่ใช่ความร่วมมือในกรอบ ECS ที่เป็นเงินที่รัฐบาลไทยช่วยเหลือ 30% และกู้ 70% ซึ่งคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบวงเงิน 4,000 ล้านบาท เพื่อให้พม่าไปใช้ในการพัฒนาประเทศแก้ปัญหาความยากจน และโครงการอื่น ๆ ที่พม่าเห็นว่ามีความจำเป็น

24 สิงหาคม 2547

          พ. ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีประเทศพม่าขอกู้เงินจากไทยเพื่อดำเนินโครงการด้านการสื่อ สารโทรคมนาคม โดยมีบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการสื่อสารที่ใกล้ชิดรัฐบาลมีส่วนเกี่ยวข้องในผล ประโยชน์ ว่า วันนี้ไทยให้เงินกู้กับหลายประเทศที่จะซื้อสินค้าของเรา กรณีพม่าได้ขอเงินกู้ 4,000 ล้านบาท ซึ่งเขามีการเจรจากันเอง ตนไม่รู้เรื่อง แต่ธนาคารก็พิจารณาตามความจำเป็น ซึ่งเงินที่กู้ไปต้องใช้คืน 

26 สิงหาคม 2547

        นาย ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ประธานกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา กล่าวถึงกรณีรัฐบาลพม่าขอวงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 4 พันล้านบาท จาก เอ็กซิมแบงก์) ว่าเรื่องนี้ในแง่กฎหมายต่างประเทศไม่มีอะไรเสียหาย แต่มีนัยทางการเมืองเรื่องความทับซ้อนของผลประโยชน์ เกิด ภาพลักษณ์ของประเทศไทยอย่างไม่เหมาะสม พร้อมรุบุ ข้อมูลที่เรารู้ก็เพียงแต่ว่าชินวัตรเคยไปลงทุนทำสถานีภาคพื้นดินของดาว เทียมไอพีสตาร์ แต่ไม่คิดว่าโครงการดังกล่าวจะมาเป็นเกตเวย์ให้กับระบบบรอดแบนด์ กลายเป็นเอาเงินของเอ็กซิมแบงก์มาให้ชินวัตร

28 สิงหาคม 2547

       นายสถาพร ชินจิตรา  à¸à¸£à¸£à¸¡à¸à¸²à¸£ ผู้จัดการ ธสน.ยืนยันว่าพม่าไม่เบี้ยวหนี้ ที่ผ่านมาจ่ายต้น-ดอกตามปกติ ส่วนวงเงินกู้ซื้อเครื่องจักรและพัฒนาประเทศ 4 พันล้าน เบิกถอนเงินไปแล้ว 57 ล้าน แต่ตนไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดสัญญาได้

30 สิงหาคม 2547

        นาย บัญญัติ บรรทัดฐาน ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งข้อสังเกตถึงกรณีที่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าของไทยเตรียมให้เงิน กู้รัฐบาลพม่าจำนวน 962 ล้านบาท ว่า น่าจะเป็นเรื่องฮั้วกันในระดับภูมิภาคหรือไม่เพราะเบื้องต้นแม้จะระบุว่า เป็นการแข่งขันและประมูลกัน แต่เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าพม่าเป็นประเทศปิดและถูกคว่ำบาตรโดยประชาคมโลก ดังนั้นโอกาสที่จะมีประเทศอื่นเข้าไปหยิบยื่นเงินกู้  ให้และเข้าไปแข่งขันในการประมูลด้วยคงน้อย

1 กันยายน 2547

         นาย สถาพร ชนะจิตร กรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย(เอ็กซิมแบงก์) เข้าชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีเอ็กซิมแบงก์ปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 4,000 ล้านบาท ให้กับรัฐบาลพม่า เพื่อใช้ในการลงทุนโครงการพัฒนาการสื่อสารและโทรคมนาคมภายในประเทศ ต่อคณะกรรมาธิการ(กมธ.) การต่างประเทศ โดยมีนายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ประธาน กมธ.การต่างประเทศ วุฒิสภา น.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระประธานกรรมาธิการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ วุฒิสภา เข้าร่วมฟังการชี้แจง

5 กันยายน 2547

        นาย สถาพร ชินะจิตร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้า ชี้แจงว่าไม่มีส่วนในการที่บริษัท "ชินแซท" ได้งานจากรัฐบาลพม่า ยืนยันทำหน้าที่แค่ปล่อยกู้และเช็คการใช้เงินให้เป็นไปตามสัญญาเงินกู้เท่า นั้น ส่วนเอกชนรายใดจะได้งานรัฐบาลพม่าเป็นคนเลือกเอง

 

**********************

 

---------------------

ปล่อยกู้พม่า 4,000 ล้าน:ผลประโยชน์ทับซ้อนชินคอร์ป


    นับเป็นของคู่กันจนเกือบกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วสำหรับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ เรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนในรัฐบาลภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในห้วงเวลาเกือบ 4 ปีที่เข้ามาบริหารประเทศมักมีข่าวทำนองนี้อยู่ตลอดเวลา ทั้งกับตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ รวมทั้งกับบรรดารัฐมนตรีหลายคนในรัฐบาล
     กล่าวสำหรับตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ แล้ว ส่วนใหญ่ที่มักตกเป็นเป้าการวิพากษ์วิจารณ์เสมอก็คือ การมีผลประโยชน์ทับซ้อนในโครงการโทรคมนาคมหลายโครงการทั้งในประเทศและต่าง ประเทศ กรณีเกิดเรื่องอื้อฉาวจากการบีบบังคับให้ธนาคารส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศ ไทย หรือ (ธสน.) หรือ เอ็กซิมแบงก์) ปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำจำนวน 4,000 ล้านบาทให้กับประเทศพม่าถือเป็นอีกกรณีหนึ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาลถูกกล่าวหาว่ามีการคอรัปชั่นเชิงนโยบาย หรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนจากการดำเนินนโยบายระหว่างประเทศ

     ย้อนอดีตโครงการสื่อสารโทรคมนาคมพม่าแหล่งผลประโยชน์ทับซ้อน

     กรณี ที่กระทรวงการสื่อสารและไปรษณีย์ของประเทศพม่า ทำหนังสือถึงรัฐบาลไทย เพื่อขอกู้เงินดอกเบี้ยต่ำไปลงทุนในโครงการพัฒนาการสื่อสารและโทรคมนาคมของ พม่า 3 โครงการ คือ 1.โครงการพัฒนาการสื่อสารผ่านดาวเทียมระบบบรอดแบนด์ 2.โครงการถ่ายทอดสัญญาณผ่านเคเบิลใยแก้ว ระยะทาง 1,500 กิโลเมตร และ 3.โครงการพัฒนาเทคโนโลยีข่าวสารและการสื่อสาร มูลค่าประมาณ 1,216.8 ล้านบาท ในจำนวนนี้ขอกู้เงินดอกเบี้ยต่ำและเงินให้เปล่าจากประเทศไทยประมาณ 962 ล้านบาท โดยอ้างถึงความร่วมมือตามโครงการยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ 4 ประเทศ(ไทย ลาว กัมพูชา และพม่า) หรืออีซีเอส

     ทั้งนี้ ทางการพม่า คัดเลือกบริษัท ชิน แซทเทลไลท์ จำกัด(มหาชน) เป็นผู้พัฒนาระบบโทรคมนาคมในโครงการพัฒนาการสื่อสารผ่านดาวเทียมระบบบรอด แบนด์ มูลค่า 15 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 600 ล้านบาท โดยได้มีการลงนามในสัญญาลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2547 หลังจากนั้นส่งสัญญามาให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย(ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2547 และ ธสน.ได้อนุมัติเงินกู้ไปเมื่อวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา
   

     ทักษิณ-รัฐบาลยิ่งชี้แจงยิ่งสับสนมัดคอตัวเอง

      ที่ผ่านมาการอนุมัติเงินกู้ของเอ็กซิมแบงก์ ให้กับโครงการโทรคมนาคมของรัฐบาลพม่า ที่มีบริษัท ชิน แซทเทลไลท์ จำกัดมหาชน เป็น ซัปพลายเออร์ในการส่งมอบอุปกรณ์ ในโครงการดังกล่าวนั้น ได้รับการชี้แจงจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไปคนละทิศละทางและสร้างความสับสนกับ สังคมมากขึ้นเรื่อยๆ
เพราะจากการชี้แจงของ นายสถาพร ชินะจิตร กรรมการผู้จัดการเอ็กซิมแบงก์ต่อคณะกรรมาธิการต่างประเทศ วุฒิสภา เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2547 ที่ผ่านมายอมรับว่า ในการลงทุนโครงการบรอดแบนด์ กับบริษัท ชินแซทฯ นั้นมีมูลค่า 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และทางเอ็กซิมแบงก์ได้ขอความเห็นชอบจากรัฐบาล อีกทั้งการอนุมัติเงินกู้นั้นก็เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลในการสนับสนุน การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีกระทรวงการคลัง และกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้มอบหมายให้ ธสน. พิจารณาเงินกู้  (ที่มา มติชนรายวันฉบับวันที่ 2 กันยายน 2547)

     ถ้าฟังจากคำชี้แจงของกรรมการผู้จัดการเอ็กซิมแบงก์แล้วย่อมแสดงให้เห็นได้ ชัดเจนว่าการปล่อยกู้ดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล อีกทั้งหากฟังจากคำชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการต่างประเทศวุฒิสภาดังกล่าวก็ยิ่ง เห็นได้ชัดเจนว่าการปล่อยกู้ครั้งนี้เป็นการบีบบังคับให้เอ็กซิมแบงก์ต้อง ดำเนินการทั้งที่ไม่ใช่งานปกติและมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากเอ็กซิมแบงก์ในฐานะเจ้าหนี้ไม่มีส่วนรับรู้รายละเอียดของโครงการ ที่ทางการม่าเสนอขอกู้เงินมาว่านำไปใช้ในโครงการอะไรบ้าง
ดังนั้นคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่บอกว่าเป็นการปล่อยกู้ตามปกติ โดยการพิจารณาปล่อยกู้เป็นดุลพินิจของเอ็กซิมแบงก์ก็ไม่มีเหตุผลรับฟังได้ เพียงพอ หรือแม้กระทั่งคำชี้แจงของบริษัทชินแซทฯที่ออกมายืนยันว่าการที่บริษัทได้ รับการคัดเลือกจากทางการพม่าเนื่องจากมีความเหมาะสมก็ไม่มีเหตุผลเพียงพอ หากพิจารณาจากสายสัมพันธ์ระหว่างผู้นำรัฐบาลและบริษัทชินแซทฯที่ครอบครัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ถือหุ้นใหญ่อยู่
อีกทั้งถ้าพิจารณาจากสเปกของการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อการวางพื้นฐานด้านโทร คมนาคมของพม่าในครั้งนี้ มีการกำหนดถึงระบบบรอดแบนด์  ซึ่งดูเหมือนว่าจะมีเพียงบริษัทชินแซทฯเพียงเจ้าเดียวในประเทศไทยเท่านั้น ที่ใช้ระบบนี้อยู่ในปัจจุบัน    

     เบื้องหลังยุทธศาสตร์ความร่วมมือเพื่อนบ้านคือผลประโยชน์ทับซ้อน

              นอกเหนือจากนี้จากประเด็นดังกล่าว ทำให้ต้องมองไปถึงกรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิระวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง(ACMECS : Ayeyawady - Chao Phraya - Mekong Economic Cooperation Strategy) หรือชื่อเดิม ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ 4 ประเทศ(ECS : Economic Cooperation Strategy) เพราะไทยประกาศจะให้ความช่วยเหลือทางการเงินทุกรูปแบบแก่โครงการต่างๆ ตามยุทธศาสตร์นี้ โดยมีการตั้งกองทุนให้ความช่วยเหลือพัฒนาเศรษฐกิจแก่ประเทศเพื่อนบ้าน(กชพ.) ขึ้นมา

              ขณะนี้ก็มีหลายโครงการที่ประเทศเพื่อนบ้านเริ่มทำเรื่องเสนอขอความช่วยเหลือ มาแล้ว และเริ่มมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว เช่น โครงการก่อสร้างเส้นทางเชียงราย-คุนหมิง ผ่านประเทศลาว(R3) วงเงินรวม 1,358 ล้านบาท

     โดยทางการลาวเปิดประมูล และมีผู้รับเหมาจากไทยยื่นซองรวม 6 รายคือ 1.บริษัท ไทวัฒน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด เสนอราคา 1,104 ล้านบาท 2.บริษัท ช.การช่าง จำกัด(มหาชน) 1,100 ล้านบาท 3.บริษัท AS Associated Engineering(1964) จำกัด เสนอ 985 ล้านบาท 4.บริษัท นวรัตน์ พัฒนาการ จำกัด(มหาชน) 855 ล้านบาท 5.บริษัท แพร่ธำรงวิท จำกัด ซึ่งร่วมทุนกับบริษัท Namtha Road and Bridge Construction เสนอ 970 ล้านบาท และ 6.บริษัท สี่แสงการโยธา(1979) เสนอ 776 ล้านบาท

              ปรากฏว่าทางการลาวเลือกบริษัท แพร่ธำรงวิท จำกัด เป็นผู้ชนะ ทั้งๆ ที่เสนอราคาสูงกว่าบริษัท สี่แสงการโยธา(1979) จำกัด และเสนอให้ทางการไทยพิจารณาอนุมัติเงินกู้ แม้ตอนแรกทางการไทยจะไม่ค่อยเà


No comments