มารศาสนา ล่วงละเมิดพระสังฆราช

1563 pageview(s)  2009-04-27 11:16  

"ทักษิณ"ถอดชนวน ร่างพ.ร.บ.คณะสงฆ์


     มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 23 เมษายน ที่ให้นำร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. ...กลับไปทบทวนใหม่ นับเป็นทางออกสวยหรูของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพราะสามารถทำให้ฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้านประกาศเลิกเคลื่อนไหว (ชั่วคราว) ได้คะแนนทั้งสองฝ่าย เป็นไปตามความต้องการที่แต่ละฝ่ายเรียกร้อง ไม่มีฝ่ายไหนเดือดร้อนเท่าใดนัก โดยฝ่าย นายทองก้อน วงศ์สมุทร ศิษย์เอกของ พระธรรมวิสุทธิมงคล หรือ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน เจ้าอาวาสวัดบ้านตาด จ.อุดรธานี ก็พอใจที่ร่างพ.รบ.ฉบับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)-มหาเถรสมาคม (มส.) ถูกระงับ ขณะที่ฝ่ายศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ก็ไม่เสียหน้าเพราะรัฐบาลนำร่างดังกล่าวเข้า ครม. ให้แล้วตามคำมั่นสัญญา

     ขณะนี้ทั้งสองฝ่ายต่างรอผลการดำเนินการตามมติ ครม. ซึ่งรัฐบาลจะตั้งคณะกรรมการร่วมขึ้นมาแก้ไขประกอบด้วย พระภิกษุ ฆราวาส และคณะกรรมการกฤษฎีกา

     อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้คงไม่ง่ายอย่างที่หวังกัน เนื่องจากนายทองก้อนทิ้งทุ่นระเบิดในส่วนกรรมการชุดใหม่ไว้ว่ากลัวจะไม่ได้ คนกลาง และอยากให้ นายปองพล อดิเรกสาร รองนายกรัฐมนตรี มาดูแล จุดนี้ชี้ชัดว่าจะเป็นประเด็นให้กลุ่มนายทองก้อนหยิบยกขึ้นมาประท้วงได้

     เรื่องนี้ พระพยอม กัลยาโณ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว มองว่ามติ ครม. เช่นนี้เป็นเรื่องดี เป็นทางออกให้ฝ่ายที่ขัดแย้ง ได้มาทบทวนปรึกษาหารือกัน อันไหนยอมกันได้ก็ยอมกันไป อย่าดันทุรัง ซึ่งหากทำอะไรเพื่อหวังอำนาจและผลประโยชน์ก็จะเป็นปัญหา ลงตัวยาก กรณีนี้ชาวพุทธต้องจับตาดูให้ดีว่าฝ่ายไหนทำเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง และไม่หยุดใส่บาตรเพื่อให้ทุกฝ่ายหยุดพฤติกรรมที่ว่า

     สำหรับการมีมหาคณิสสรนั้นพระนักเทศน์ชื่อดังบอกว่า เห็นด้วยหากการคัดเลือกพระหนุ่มที่มีคุณธรรมมาทำหน้าที่ แต่ต้องมีการกำหนดอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจน

     ว่าไปแล้วความขัดแย้งอย่างหนักในวงการสงฆ์ช่วงที่ผ่านมา สร้างความอิดหนาระอาใจและความเบื่อหน่ายต่อชาวพุทธที่ติดตามความเคลื่อนไหว ของสองกลุ่ม บางฝ่ายเห็นว่าการที่พระสงฆ์ออกมาทะเลาะกันเรื่องนี้ ไม่ใช่กิจของสงฆ์ ทำให้วงการสงฆ์เสื่อมเสีย บางฝ่ายสงสัยว่ามูลเหตุจริงๆ ของการเคลื่อนไหวน่าจะมีอะไรแอบแฝง บางคนถกเถียงถึงบทบาทหน้าที่ของหลวงตามหาบัว ที่เป็นพระป่าและเป็นพระสงฆ์ที่มีลูกศิษย์ลูกหาให้ความศรัทธาเต็มบ้านเต็ม เมือง

     ล่าสุดภาพความแตกแยกในวงการสงฆ์ปรากฏชัดเจนอีกครั้ง เมื่อกลุ่มคัดค้านใช้วัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ เป็นสถานที่ชุมนุมในวันที่ 21 เมษายนที่ผ่านมา โดยมีพระสงฆ์ประมาณ 5 พันรูปทั้งธรรมยุติและมหานิกาย และฆราวาสจากหลายจังหวัดมาร่วมประชุม และมีมติให้กล่าวชี้โทษว่าการกระทำของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) เจ้าอาวาสวัดสระเกศ กรรมการ มส. เข้าข่ายล่วงละเมิดพระวินัย โดยร่วมกันโจทก์อธิกรณ์และประกาศลงนิคหกรรม ทั้งมีมติให้ถอนร่างดังกล่าว

     จากนั้นนายทองก้อนยังได้เดินเรื่องต่อโดยส่งเรื่องยื่นให้สำนักงานเลขานุการ สมเด็จพระสังฆราช แต่ก็ไม่มีผลอะไร ขณะนี้ทรงพักรักษาพระองค์อยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ อีกทั้งผู้ใกล้ชิดสมเด็จเกี่ยวและศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาฯ ออกมาตอบโต้แล้วการชุมนุมและร่วมกันโจทก์อธิกรณ์และประกาศลงนิคหกรรมสมเด็จ เกี่ยวทำไม่ได้ เพราะไม่ได้อยู่ในที่ประชุมด้วย

     การดำเนินการเช่นนี้จึงทำให้มีผู้วิเคราะห์ลึกไปในส่วนของตำแหน่งสมเด็จพระ สังฆราชองค์ต่อไป ซึ่งมองว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างสายธรรมยุตกับมหานิกาย อันเป็นที่รับรู้กันว่าสมเด็จเกี่ยวเป็นพระเถระที่มีบทบาทสูงใน มส. มานาน และตกเป็นเป้าใหญ่ของฝ่ายต่อต้านร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์

     มติ ครม. ที่ให้รื้อร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ เท่ากับว่ากฎหมายดังกล่าวจะต้องนับใหม่เพราะที่ประชุมครม.ได้วางกรอบให้ กรรมการชุดใหม่ดำเนินการใน 5 ข้อหลัก ดังที่ นายยงยุทธ ติยะไพรัช โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ครม. ได้มอบหมายให้คณะกรรมการชุดใหม่ไปปรับปรุงแก้ไขดังนี้ คือ

1.จะต้องเป็นกฎหมายที่จะแก้ไขปัญหาการลงนิคหกรรม พระภิกษุ ที่ละเมิดพระธรรมวินัยให้เร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม เนื่องจากในอดีตกลไกไม่เอื้ออำนวยในการแก้ไขปัญหาพระที่ละเมิดพระธรรมวินัย

2.จะต้องกระจายอำนาจให้องค์กรในศาสนา ได้ทำหน้าที่ในการป้องกัน พระนอกรีต หรือพระที่ใช้ศาสนาทำมาหากิน และเกิดความเสื่อมโทรม เพราะในอดีตอำนาจในส่วนนี้กระจุกตัวอยู่ที่ส่วนกลางฝ่ายเดียว ทำให้การแก้ไขปัญหาต่างๆ ล่าช้า

3.การส่งเสริมให้พระดีได้รับการยกย่อง พระที่มีความรู้ มีบทบาทในการบริหารงานมากขึ้น

4.จะส่งเสริมการนำพุทธธรรมมาใช้แก้ปัญหาพัฒนาคุณภาพชีวิต และ

5.กฎหมายฉบับนี้ต้องยึดธรรมวินัย ยึดถือรัฐธรรมนูญ ขนมธรรมเนียมประเพณีของไทย นอกจากนี้ทางสำนักนายกรัฐมนตรีได้ออกแถลงการณ์ เรื่อง ร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ. ... เพื่อให้เกิดความเข้าใจแก่พี่น้องประชาชน

     หากวิเคราะห์ดูความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ช่วงที่ผ่านมา จะเห็นว่านายกรัฐมนตรีเตรียมทางแก้ไว้เสร็จสรรพแล้ว โดยก่อนหน้านี้ได้กราบมนัสการสมเด็จพระพุฒาจารย์ และหลวงตามหาบัว ทำให้การแก้ปัญหาด้วยการสั่งรื้อกฎหมายนี้ใหม่ จึงได้รับการตอบสนองจากทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายคัดค้าน

     ทว่า หากจะมองอีกด้านการระงับร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว ดูเหมือนซีกนายทองก้อนจะมีชัยกว่าอีกฝ่าย เพราะเป็นไปตามที่เรียกร้องมาตั้งแต่ต้น และก่อนหน้านี้กฤษฎีกา ศธ. และ มส. ก็ได้แก้ไขสาระใน 4 ประเด็น ซึ่งเป็นจุดที่ฝ่ายนายทองก้อนเคยติงไว้ อาทิในเรื่องพระราชอำนาจของสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งเป็นประมุขสูงสุดของสงฆ์ โดยเขียนให้ชัดเจนว่า มหาคณิสสรต้องทำตามพระบัญชาของสมเด็จพระสังฆราช จากเดิมที่เขียนเพียงแต่ว่าให้มหาคณิสสรต้องปฏิบัติหน้าที่ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ หรือกฎหมายอื่น หรือตามที่ มส. มอบหมาย

     อย่างไรก็ดี การจะหวังให้ร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ใหม่ดีกว่าฉบับที่เคยร่างมานั้น คงไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างที่ นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส.ศิวรักษ์ นักคิด-นักเขียน วิจารณ์ว่า ขณะนี้ประชาชนคาดหวังว่า พ.ร.บ.สงฆ์ น่าจะก้าวหน้ามากกว่านี้ หลังจากที่มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเพื่อช่วยให้ มส. ทำงานง่ายขึ้นโดยการตั้งมหาคณิสสร ซึ่งยังต้องอยู่ภายใต้ มส. อยู่ดี

     "อยากฝากประชาชนว่าคาดหวังมาก กับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ เพราะจะออกมาในรูปแบบเดิมๆ จะหวังความก้าวหน้าไม่ได้ เพราะพระที่มีบรรดาศักดิ์ในขณะนี้หัวโบราณทั้งนั้น และถูกสยบอยู่ในระบบยิ่งกว่าข้าราชการเสียอีก เรื่องของความขัดแย้งในขณะนี้ ส่วนหนึ่งหลวงตามหาบัวเป็นผู้ทำให้เกิดขึ้น ซึ่งความขัดแย้งครั้งนี้เป็นความต้องการแอบแฝงว่าตำแหน่งพระสังฆราชจะไปตก อยู่ที่นิกายใด จริงๆ แล้วเรื่องนี้คนภายนอกไม่สนใจสักเท่าไหร่ มีเพียงกลุ่มที่เกี่ยวข้อง และคิดว่าตนเป็นเจ้าของศาสนาที่ออกมาโวยวายซึ่งผมเห็นว่าทั้ง สองฝ่ายควรออกมาตกลงกันเรื่องนี้พุทธศาสนิกชนอย่าไปติดตามให้มาก ควรจะลดการไปทำบุญกับพระสงฆ์ แต่เน้นการปฏิบัติตัวให้ดี อุดหนุนให้เกิดสามเณรี ภิกษุณี เพราะระบบเดิมตอนนี้มันพัง อย่าไปสนใจยศถาบรรดาศักดิ์"

     สรุปว่าหลังจากนี้ชาวพุทธที่ดีคงต้องติดตามต่อไปว่าสุดท้ายแล้วทั้งพระและ ฆราวาสที่ออกมาเคลื่อนไหวทั้งสองฝ่ายนั้น ใครกันแน่ที่ทำเพื่อพุทธศาสนาอย่างแท้จริง โดยไม่มีผลประโยชน์อยู่เบื้องหลัง

 

-----------------------

อนาคตของคณะสงฆ์ไทย ภายใต้จุดเปลี่ยนของ พ.ร.บ.ฉบับใหม่

พระมหาบุญเพียร ปุญฺญวิริโย

     ความนำ

     สถานการณ์พุทธศาสนาในสังคมไทยที่เริ่มจากความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องร่างพระ ราชบัญญัติคณะสงฆ์ ได้กลายเป็นความขัดแย้งและเกิดรอยร้าวขึ้นในหมู่ชาวพุทธไทย     ถึงแม้ว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดจากกลุ่มชาวพุทธบางกลุ่มเท่านั้น มิได้เป็นภาพรวมของชาวพุทธทั้งหมดก็ตาม     แต่ก็เป็นสัญญาณเตือนให้เห็นถึงความแตกแยกได้ชัดเจน

     กลุ่มชาวพุทธสองกลุ่มซึ่งมีทั้งพระและฆราวาสได้แสดงพลังสนับสนุนและคัดค้าน ร่าง พรบ.คณะสงฆ์ ที่กำลังจะเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรอย่างสุดฤทธิ์สุดเดช พร้อมกับแสดงเหตุผลของฝ่ายตนอย่างชัดเจน     โดยเริ่มจากกลุ่มผู้สนับสนุน นำทีมโดยพระเทพดิลก (ระแบบ ฐิตญาโณ) และพระราชกวี เป็นผู้นำ พร้อมกับกลุ่มองค์กรพุทธศาสนาอื่นๆ อีกไม่ต่ำกว่า 10 องค์กร     โดยได้นัดชุมนุมใหญ่เพื่อสนับสนุนร่าง พรบ. ที่หน้าทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2545     กระแสเรียกร้องให้มีการออก พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับใหม่มีมาอย่างต่อเนื่อง และไม่มีทีท่าว่าจะติดขัดแต่ประการใด     อีกทั้งยังได้ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีในขั้นรับหลักการและได้ผ่านการ พิจารณาจากคณะกรรมการกฤษฎีกามาแล้วครั้งหนึ่ง

     แต่แล้วจู่ๆ ก็มีเสียงคัดค้านอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นเสมือนคลื่นยักษ์ที่มาปะทะอย่างจัง ที่ทำให้ร่าง พรบ. ดังกล่าวมีอันต้องเป็นหมันไป     เมื่อคณะรัฐมนตรีนำเรื่องเข้าพิจารณาใหม่ แล้วมีมติให้ทบทวนร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับนั้นใหม่ เนื่องจากมีเสียงคัดค้านออกมากลุ่มพระป่าสายธรรมยุตโดยการนำของหลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ผู้ซึ่งมากด้วยบารมีและชื่อเสียงจากการเดินสายหาผ้าป่าช่วยชาติมาทั่ว ไทย     ถ้าหากเป็นแค่พระธรรมดาทั่วไป ก็คงไม่มีพลังพอที่จะฉุดรั้ง ร่าง พรบ.ที่มหาเถรสมาคมเห็นชอบแล้วได้     นอกจากท่านจะมีชื่อเสียงดังกล่าวแล้ว ยังมีความสัมพันธ์กับรัฐบาลชุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะผู้จัดหากองทุนสำรองจากผ้าป่าให้รัฐบาล     จึงไม่แปลกที่กลุ่มหลวงตามหาบัวจะมีพลังโค่นล้มร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ดังกล่าวได้สำเร็จ ถือเป็นการฉีกหน้ามหาเถรสมาคมซึ่งเป็นองค์กรปกครองสูงสุดอย่างไม่ไยดี อีกทั้งยังกล่าวหาอย่างรุนแรงว่าเป็น พรบ. มหาโจรปล้นพระศาสนา ทั้งๆ ที่กลุ่มหลวงตามหาบัวไม่มีอำนาจใดๆ ทางการปกครองเลย     การที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้นำร่าง พรบ.ไปพิจารณาใหม่ จึงทำให้มหาเถรสมาคมเป็นเสมือน "คนนอกสายตา" ของรัฐบาล     ถึงแม้ก่อนหน้านั้น สมเด็จพระสังฆราชได้มีพระลิขิตถึงรัฐบาลให้นำร่าง พรบ.คณะสงฆ์เข้าพิจารณาให้ทันในที่ประชุมสภาสมัยนี้ก็ตาม แต่ก็ไม่มีผลใดๆ

     เหตุผลที่ทั้งสองฝ่ายเรียกร้องให้รัฐบาลทำตามความเห็นของฝ่ายตน ก็มีความต่างกันนัก ฝ่ายที่สนับสนุนได้ให้เหตุผล 5 ข้อ ได้แก่ (1) ร่าง พรบ. ได้ผ่านความเห็นชอบจากมหาเถรสมาคมแล้ว ตามมติที่ลงเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2545 (2) ให้สภานิติบัญญัติพิจารณาตัดสินถึงข้อบกพร่องของ ร่าง พรบ. เพื่อปรับปรุงแก้ไขต่อไป (3) เพื่อแก้ปัญหาขัดแย้งอันเกิดจากความแตกแยกความสามัคคีของคนในชาติ (4) เพื่อปกป้องคุ้มครองพระพุทธศาสนา และ (5) เพื่ออนุเคราะห์แก่พระธรรมวินัย

     ด้านฝ่ายคัดค้าน ก็ได้กล่าวอย่างรุนแรงว่าเป็น พรบ.มหาโจรพระศาสนา โดยกล่าวโจมตีร่าง พรบ. 5 ข้อ ได้แก่ (1) ส่งเสริมสนับสนุนลิดรอนอำนาจพระมหากษัตริย์ (2) ยึดอำนาจสมเด็จพระสังฆราชไปเป็นของมหาคณิสสร (3) ขัดพระธรรมวินัย (4) ขัดพุทธเจตนา และ (5) ขาดความชอบธรรม

     กระแสสนับสนุนและคัดค้านได้อ่อนแรงไป เมื่อคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2545 ให้นำร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ไปทบทวนใหม่ โดยให้ตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างกฤษฎีกา กระทรวงศึกษาธิการ และฝ่ายคณะสงฆ์ ทั้งสองฝ่ายจึงได้สงบลงชั่วคราว     และก็ไม่ทราบว่าไฟแห่งความขัดแย้งจะเกิดขึ้นอีกเมื่อใด หาก พรบ.ที่นำมาแก้ใหม่ไม่ถูกใจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอีก ซึ่งก็มีความเป็นไปได้สูง แล้วจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคตก็ยากจะคาดเดาได้

     ปฐมเหตุของร่าง พรบ.

     นับย้อนไปถึงความเป็นมาเป็นไปที่ทำให้เกิดเป็นร่าง พรบ.คณะสงฆ์ฉบับนี้ เนื่องจาก พรบ. การศึกษาแห่งชาติ พศ. 2542 ได้กำหนดให้ยุบรวมกระทรวงศึกษาธิการ และทบวงมหาวิทยาลัยเข้าด้วยกัน กลายเป็นกระทรวงการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ในส่วนกรมการศาสนาที่สนองงานพระพุทธศาสนาก็จะถูกแทนที่ด้วยคณะกรรมการศาสนา และวัฒนธรรม ซึ่งประกอบด้วยกรรมการจากศาสนาต่างๆ และผู้ทรงคุณวุฒิ รวมจำนวน 39 คน ตรงนี้เป็นเหตุสำคัญที่นำไปสู่การร่าง พรบ.คณะสงฆ์ขึ้น เนื่องจากชาวพุทธไม่สบายใจที่พระพุทธศาสนาจะถูกคนจากศาสนาอื่นเข้ามามีอำนาจ ควบคุมดูแลในฐานะคณะกรรมการศาสนาและวัฒนธรรม ต่อมา ได้มีองค์กรทางพุทธศาสนาออกมาเรียกร้องให้มีการจัดตั้งสำนักพระพุทธศาสนา แห่งชาติให้เป็นหน่วยงานอิสระ ขึ้นตรงต่อสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกควบคุมจากคนศาสนาอื่น โดยให้มีการร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ขึ้นใหม่ ทางมหาเถรสมาคมจึงได้ยกร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ขึ้น และได้แต่งตั้งพระพรหมมุนี เป็นประธานยกร่าง มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ และนายวิษณุ เครืองาม เป็นที่ปรึกษา

     เมื่อคณะกรรมการได้ยกร่างเสร็จแล้ว สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) ได้มอบร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์ให้กับนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2544 ทางรัฐบาลได้ส่งร่าง พรบ.ให้กระทรวงศึกษาธิการพิจารณาทบทวนอีกครั้ง กระทรวงศึกษาธิการได้ตั้งคณะทำงานปรับปรุงร่าง พ.ร.บ.คณะสงฆ์แล้ว ได้เสนอต่อรัฐบาลอีก จนเมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2544 คณะรัฐมนà¸


No comments